ต้นไม้มีค่าอย่าโค่นทิ้ง ! เป็นทรัพย์สินที่ค้ำประกันเงินกู้ได้

ต้นไม้มีค่าอย่าโค่นทิ้ง ! เป็นทรัพย์สินที่ค้ำประกันเงินกู้ได้ การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2562 ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงและร่าง พ.ร.บ. รวม 2 ฉบับที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันในสาระหลักก็คือ ทำให้ต้นไม้กลายเป็นเครื่องค้ำประกันการกู้เงินและทางธุรกิจได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเงินทุนให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก

ต้นไม้เศรษฐกิจ

มีต้นอะไรบ้าง

มีทั้งสิ้นรวม 58 ชนิด อาทิ ไม้ที่ไม้สัก พะยูง ชิงชัน แดง เต็ง รัง ตะเคียน สะเดา นางพญาเสือโคร่ง ปีบ ตะแบกนา ไม้สกุลจำปี จามจุรีกัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ มะขามป้อม หว้า กฤษณา ไม้หอม หรือแม้กระทั่งไม้ที่ปลูกกันทั่วไปเช่น ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม เป็นต้น ใช้เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า

ใช้เป็นหลักประกันที่ไหนได้บ้าง

                ในเบื้องต้น ธ.ก.ส. จะใช้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้ก่อน ยังไม่เปิดทั่วไป โดยโครงการธนาคารต้นไม้สนับสนุนให้คนในชุมชนรวมกลุ่มปลูกต้นไม้ โดย ธ.ก.ส. ไปให้ความรู้ครบวงจรตั้งแต่การเพาะกล้า ดูแลรักษาต้นไม้ ทำบัญชีต้นไม้ ประเมินราคาต้นไม้ตั้งแต่ยังไม่ตัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 จนถึง ณ สิ้นปีบัญชี 31 มี.ค. 2561 มีชุมชนเข้าร่วม 6,804 ชุมชน นับจำนวนผู้สนใจได้ 115,217 คน มีต้นไม้ในบัญชีแล้ว 11.79 ล้านต้น

ใช้เป็นหลักประกันอะไรได้บ้าง

                จากเดิมกำหนดให้ทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้มี 1.กิจการ 2.สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น 3.สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบ เป็นต้น 4.อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น 5.ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น และล่าสุด 6.ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แนวทางการรับรองและหลักเกณฑ์

            ทาง ธ.ก.ส. จะเป็นฝ่ายประเมินราคา เงื่อนไขที่กำหนดไว้เบื้องต้นต้องเป็นต้นไม้อายุ 1 ปีขึ้นไป มีลำต้นตรง 2 เมตรขึ้นไป และมีต้นไม้ 200-400 ต้น ในพื้นที่ 1 ไร่ และปลูกในที่ดินตัวเอง โดยจะปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาหลักประกันเท่ากับที่ดิน โดยทางธ.ก.ส ร่วมมือกับ คณะวนศาสตร์ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จัดทำราคากลางของต้นไม้ 58 ชนิดนี้ขึ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มไม้เนื้ออ่อน เนื้อปานกลาง ไม้สัก และไม้เนื้อแข็ง ซึ่งจะมีอัตราราคาที่ต่างกันไปตามคุณค่าทางเศรษฐกิจของการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การเอาที่ดินมาจำนอง10 ไร่ ไร่ละหมื่น ก็ได้แค่แสนเดียว ซึ่งก็จะได้เงินกู้เต็มที่ 80,000 บาท แต่ถ้ามีต้นไม้ปลูกอยู่บนพื้นที่ 500 ต้น สมมุติว่าเป็นยางนา ถ้าปลูกมา 20 ปี มีเส้นวงรอบตามเกณฑ์ก็ตกต้นละ 2,900 บาท ทั้งหมดก็เป็นเงินหนึ่งล้านสี่แสนบาท ตามระเบียบให้กู้ได้ครึ่งหนึ่งก็ได้เงิน 700,000 บาท ซึ่งก็เยอะกว่าราคาที่ดิน” เขากล่าวและสรุปว่านี่เป็นโอกาสของเกษตรกรที่จะเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้น

            ต้นไม้ทั้ง 58 ชนิด ซึ่งเป็นต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในมาตรา 7 ซึ่งกำหนดไว้บังคับใช้ในการควบคุมการตัดไม้ผิดกฎหมาย แต่กลายเป็นว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่อยากจะทำถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการปลูกไม้หวงห้ามในที่ดินกรรมสิทธิ์ เช่น ไม้พะยูงพื้นที่บ้านใครแล้วถูกตัดก็จะถือว่ามีความผิด แต่ปัจจุบันเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอยกเลิกมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวผ่านขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงฯ รวมทั้งผ่านการทำประชาพิจารณ์ของประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก : https://www.bbc.com/thai , https://www.thairath.co.th, https://www.ryt9.com , https://piramida-samara.ru

ภาพจาก: http://www.naibann.com, www.chiangmainews.co.th, https://th.pngtree.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *